knowledge

เคล็ดลับถ่ายภาพภูกระดึง

          นอกจากจะถูกเรียกขานว่าเป็น “ปฐมบทแห่งการเดินทาง” บนเส้นทางป่าเขาแล้ว ภูกระดึงยังเป็นเสมือนบทแรก ๆ ของผู้ที่รักการถ่ายภาพเพราะมีสภาพภูมิประเทศสวยงามเหมาะกับการทดลองถ่ายภาพโดยใช้เทคนิคและสไตล์ต่าง ๆ มือดีด้านการถ่ายภาพหรือตากล้องมืออาชีพหลายรายมักจะขึ้นภูมาเป็นประจำครับ เพราะแต่ละเดือนที่ต่างกันก็มีวัตถุดิบและเรื่องราวในการถ่ายที่ต่างกันออกไปเช่นกัน

          ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำขั้นต้นสำหรับมือใหม่หัดถ่ายภาพครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ผมไม่ได้เขียนเอง แต่ให้เพื่อนที่เป็นนักถ่ายภาพช่วยเรียบเรียงให้ ส่วนใครที่ชำนาญอยู่แล้วก็ข้ามผ่านไปได้เลยครับ

พระอาทิตย์ขึ้น-ตก

          -ควรมีฉากหน้าเสมอ อาจใช้คนหรือนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเป็นฉากหน้าสลับแทนต้นไม้บ้าง

          -วัดแสงเป็นจุดไปที่บริเวณข้างพื้นที่ข้างๆ ดวงอาทิตย์โดยอย่าให้ดวงอาทิตย์อยู่ในเฟรม จากนั้นใช้ค่าที่วัดได้มาถ่าย

          -อาจลองเปิดแฟลชถ่ายบ้าง

          -ขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์ (หรือรีโมทสำหรับบางรุ่น) เป็นสิ่งจำเป็นเพราะสภาพแสงน้อย

          -แบตเตอรี่กล้องดิจิตอลจะหมดเร็วกว่าปกติในสภาพอากาศหนาวเย็น ควรระวังเรื่องนี้ด้วย

          -พื้นที่หน้าผามีจำกัด แบ่งปัน และเผื่อแผ่ทำเลถ่ายภาพให้เพื่อนนักเดินทางท่านอื่นด้วยครับ

น้ำตกและสายน้ำ

          -เลนส์มุมกว้าง ขาตั้งกล้อง สายลั่นชัตเตอร์ ฟิลเตอร์ PL เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะที่สุด

          -ใช้ F-stop แคบถ้าต้องการให้น้ำเป็นสายเป็นเส้น ถ้าต้องการให้น้ำกระเซ็นเหมือนตาเห็นให้ใช้ F-stop กว้างขึ้นจะทำให้ได้ชัตเตอร์เร็วขึ้น ส่งผลให้น้ำหยุดนิ่งไม่ไหลเป็นสายเหมือนความไวชัตเตอร์ต่ำ

          -ฟิลเตอร์ PL ใช้ตัดแสงสะท้อน(รีเฟลกส์สีขาว) ทำให้ภาพดูเขียวขึ้นและยังส่งผลให้ความไวชัตเตอร์ลดลงประมาณ 2 stop

          -วัดแสงที่สีเขียวที่โดนแสง ในการถ่ายอย่าให้มีสีอื่นเข้ามาในเฟรม รอให้ฟ้าครึ้มหรือมีเมฆบังดวงอาทิตย์ ฤดูกาลที่ดีที่สุดคือฤดูฝน

          -น้ำตกบนภูกระดึง ส่วนใหญ่จะมีน้ำเต็มเฉพาะสองเดือนคือ เดือนพฤษภาคม และ ตุลาคม

มาโคร (ถ่ายภาพใกล้)

          -เป็นโลกของดอกไม้ แมลง ผีเสื้อ และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ถ้าเป็นดอกไม้ให้โฟกัสที่เกสร ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตโฟกัสที่ดวงตา หมั่นสังเกตสองข้างทางจะพบอัไรใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง

          -วัดแสงรวมๆ ถ้าโทนสีใกล้เคียงกัน แต่ถ้าสีแตกต่างกันเช่นดอกไม้ให้ลองเลือกวัดแสงไปที่สีของดอกไม้อย่าให้มีสีอื่นเข้ามาในเฟรม

          -ขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์เป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากและหนักให้ลองใช้แฟลชดู แฟลชจะหยุดภาพให้นิ่งได้โดยเฉพาะถ้ามีแสงธรรมชาติบ้าง

ช้างป่า

          -เวลาเจอช้าง ให้นึกถึงเสมอว่ามันเป็น “ช้างป่า” ไม่ใช่ช้างบ้านที่มาเดินขายอ้อยตามถนนในกรุงเทพฯ ดังนั้นจะทำเล่นกับมันไม่ได้

          -อย่าถ่ายรูปเด็ดขาด ที่สำคัญอย่าให้แฟลชออกเป็นอันขาด เพราะช้างอาจจะตกใจวิ่งชาร์จใส่ได้ ที่ต้องระวังเป็นที่สุดคือกล้องคอมแพคท์ หรือกล้องถ่ายรูปขนาดเล็กทั้งแบบฟิล์มและดิจิตอลเพราะผู้ผลิตจะตั้งการทำงานให้แฟลชออกโดยอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่

ที่มา คุณ มารพิณ

http://phukradung.sadoodta.com/travel.php?subaction=showfull&id=1148135089&archive=1211471420&start_from=&ucat=4

 

เอา link มาแปะไว้โดดๆ ดูแล้วไม่มีคำอธิบายใดๆ ต้องสัมผัสเองครับ

http://www.youtube.com/watch?v=L11s56ALon0&feature=related

 

หวังว่าทาง exteen จะรองรับ object flash ในเร็ววันครับ เป็นกำลังใจให้

อาหารบางชนิดไม่ควรทานขณะท้องว่างเพราะอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้


- กล้วย เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การทานกล้วย ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้ง การทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง

- ผัก การทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ

- นมและนมถั่วเหลือง แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย ดังนั้นในขณะที่ท้องว่างจึงไม่ควรทาน

- เหล้า หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

- น้ำตาลหรืออาหารหวาน ไม่ควรทานอาหารหวาน หรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต เพราะหากทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

- ชา ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงาน ของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

- ลูกพลับ ไม่ควรทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร 

ไม่รวมพวกสิ่งที่น่าจะทราบกันอยู่แล้วเช่น น้ำอัดลม โซดา

หรืออาหารที่เปรี้ยวจัดนะคร้าบ

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน 

"Good things come in pair" ดังวลีฝรั่งนี่ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ อาจเป็นแฝดเหมือน หรือแฝดต่างก็ได้ 
        เรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมันที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้าย คล้ายเทวากับซาตาน
ซึ่งเคยมีกรณีที่ถึงแก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก "ความไม่รู้" ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝด
 

แฝดที่ดี 
        เสมือนคู่บุญยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพหรือ
ทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

        1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื่อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย 
 

        2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี เช่น ถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มี

วิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อย 


        3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี "ตัวช่วย" พามันเข้าไปได้แก่

แมกนีเซียม วิตามินดี และวิตามินเค ด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ 
 

        4) วิตามินเอ, ซี และอี พยายามไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดี คือกินเพียงซีเพียงตัว

เดียว ส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้า และถั่วลิสงสักวันละกำมือ 
 

        5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มีดีเอชเอคู่กันกับอีพีเอ ยิ่งมาก

หน่อยยิ่งดี อย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ + อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่า

ถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลักเช่นข้อ

อักเสบให้เลือกเอาชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วย 

แฝดที่ร้าย 
แฝดตัวนี้ถือเป็นระดับ "ตัวแม่" ที่น่ากลัวกว่าเยอะมาก เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง

จนเป็นอัมพาตหรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้ 
 

        1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์

ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินมีฤทธิ์เดียวกัน คือ ช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็ง

กันเป็นก้อนตันเมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด

แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่ 
 

        2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้อยากผิวสวยมาหาจึงได้บอกไปให้เลือกอย่าง

หนึ่งก็พอ เพราะล้วนแต่วิตามินอีทั้งนั้น ซึ่งถ้าได้มากไป อาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน 
 

        3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาว

แข็งวันละ 3 ขีด ก็จะได้แคลเซียมราว 1,000  มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีแคลเซียมเกินไป จะทำ

ให้ไปจับกับหลอดเลือด ทำให้ตีบแข็งได้ 
 

        4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟ เพราะกาแฟจะไปยับยั้ง

การดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย 
 

        5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้ว ไปกิน

ธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเอง 


 

เมื่อถึงตอนนี้ ขอให้ท่านหยิบยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดบนโต๊ะ แล้วจัดเป็นกลุ่มไว้

ว่ารักษาโรคไหนแล้ว บางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่า เรากินยามากเกินความจำเป็นไป

เพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก 

 


(ที่มา:  คอลัมน์ "็กายคิด-จิตกำหนด" โดยนายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ "กายใจ" 11-24 ตุลาคม 2552)

edit @ 18 Nov 2009 18:40:23 by x teen girl

ท้องได้ 8 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับสามี  จะมีผลเสียอะไรหรือเปล่า 

ตอบ โดยคุณ ParrotGold1984

เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส กรณีเด็กที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้ ทำการสมรสตามกฎหมาย ไม่ว่าจะแต่งงานตามประเพณี หรือพากันหนีไป อยู่ด้วยกัน (ที่เรียกว่า วิวาห์เหาะ) เด็กนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย เพราะไม่มีการสมรส (ไม่มีการจดทะเบียนสมรส) จึงทำให้ ชายและหญิงไม่มีความสัมพันธ์กันแต่ประการใด กฎหมายไม่ยอมรับว่าชาย เป็นสามีของหญิง (มารดาของเด็ก) ซึ่งเป็นผลทำให้ ชายไม่เป็นบิดาของเด็ก ตามกฎหมาย

          ตามข้อนี้ จะมีทางใดที่จะทำให้เด็กนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย กฎหมายได้กำหนดวิธีไว้ ๓ ประการ

          (๑) ชายคนนั้นได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงในภายหลัง เมื่อชายได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงที่เป็นมารดาของเด็กในภายหลัง การสมรส นี้มีผลทำให้เด็กที่เกิดออกมาก่อนการสมรสนั้น เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของชายทันทีนับแต่วันที่ทำการจดทะเบียนสมรสกันนั่นเอง
บุตรที่เกิดก่อนมีการสมรสนั้น จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ชายได้ตามกรณีนี้ก็ต่อเมื่อชายนั้นเป็นบิดาของเด็กที่แท้จริงด้วย หากหญิงไป สมรสกับชายอื่นซึ่งไม่ใช่บิดาเด็กนั้น ก็ไม่มีผลทำให้เป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชายคนนั้นได้

          (๒) ชายคนนั้นได้รับรองบุตร กรณีนี้ต่างจากข้อ ก เพราะไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็ก แต่เป็นการจดทะเบียนรับรองว่าเด็กที่ เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

          (๓) ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ถ้าหากชายไม่ยอมจดทะเบียน สมรสกับหญิง หรือไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ก็ยังสามารถทำให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษา ให้ชายรับเด็กที่เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส
- บัตรประจำตัวประชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
- สำเนาหนังสือเดินทางกรณีชาวต่างประเทศ
- หนังสือรับรองสถานภาพบุคคลจากสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือองค์การของรัฐบาลประเทศนั้นมอบหมาย พร้อมแปล(กรณีชาวต่างประเทศขอจดทะเบียนสมรส)
- สำเนาทะเบียนบ้าน

ข้อมูลเพิ่มเติม ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pra608&group=5